โรคมือชา (Carpal Tunnel Syndrome): อาการ สาเหตุ และการรักษาด้วยกายภาพบำบัด

โรคมือชา หรือ Carpal Tunnel Syndrome (CTS) เป็นภาวะที่พบบ่อยในกลุ่มคนที่ใช้มือทำงานซ้ำๆ เช่น การพิมพ์คอมพิวเตอร์ การใช้เมาส์ หรือการทำงานที่ต้องออกแรงบริเวณมือเป็นเวลานาน อาการหลักของโรคนี้ คือ อาการชา ปวด และอ่อนแรงที่มือและนิ้ว ซึ่งเกิดจากการกดทับของเส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ที่ผ่านข้อมือในบริเวณที่เรียกว่า Carpal Tunnel
ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมือชาในทุกแง่มุม ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย ไปจนถึงการรักษาและฟื้นฟูด้วยการกายภาพบำบัด เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุของโรคมือชา
1. การใช้งานมือซ้ำๆ
การใช้งานมือในท่าเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน เช่น การพิมพ์คอมพิวเตอร์ การใช้เมาส์ การเล่นเครื่องดนตรี หรือการทำงานที่ต้องออกแรงมือเป็นประจำ สามารถทำให้เกิดการอักเสบและบวมของเส้นเอ็นในบริเวณ Carpal Tunnel ซึ่งจะไปกดทับเส้นประสาทมีเดียน ทำให้เกิดอาการชาและปวด
2. การบาดเจ็บที่ข้อมือ
การบาดเจ็บที่ข้อมือ เช่น การหักหรือการกระแทกอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดการบวมและอักเสบในบริเวณ Carpal Tunnel ซึ่งจะไปกดทับเส้นประสาทมีเดียนได้
3. โรคประจำตัว
โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคไทรอยด์ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมือชาได้ เนื่องจากโรคเหล่านี้มักทำให้เกิดการบวมและอักเสบในร่างกาย
4. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ระหว่างตั้งครรภ์ หรือในช่วงวัยหมดประจำเดือน อาจทำให้เกิดการบวมและอักเสบในบริเวณ Carpal Tunnel ได้

อาการของโรคมือชา
1. อาการชาและปวด
อาการชาและปวดที่มือและนิ้วมือ โดยเฉพาะนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคมือชา อาการชานี้มักจะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน หรือหลังจากการใช้งานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
2. อาการอ่อนแรง
ผู้ป่วยอาจรู้สึกอ่อนแรงที่มือและนิ้วมือ ทำให้ไม่สามารถหยิบจับสิ่งของได้อย่างมั่นคง หรืออาจทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำ เช่น การเขียนหนังสือ หรือการเย็บผ้า ได้ยากขึ้น
3. อาการชาที่ลามขึ้นแขน
ในบางกรณี อาการชาอาจลามขึ้นไปที่แขน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัวและรบกวนการนอนหลับ
การวินิจฉัยโรคมือชา
1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย
แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติเกี่ยวกับอาการและกิจกรรมประจำวันของผู้ป่วย จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยเฉพาะที่มือและข้อมือ เพื่อดูว่ามีอาการชา อ่อนแรง หรือปวดหรือไม่
2. การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG)
การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography) เป็นการตรวจที่ใช้เพื่อวัดการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในบริเวณที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคมือชา
3. การตรวจอัลตราซาวนด์
การตรวจอัลตราซาวนด์สามารถช่วยให้แพทย์เห็นภาพของเส้นประสาทมีเดียนและบริเวณ Carpal Tunnel เพื่อประเมินว่ามีการกดทับหรือไม่
นัดหมายแพทย์เพื่อปรึกษา ตรวจ และวินิจฉัยอาการได้ที่ 082-6328944
Line ID : @chincheewa
การรักษาโรคมือชา
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
1.1 การใช้ยา
แพทย์อาจสั่งยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดและอักเสบในบริเวณที่เส้นประสาทถูกกดทับ
1.2 การใช้เฝือก
การใช้เฝือกเพื่อ immobilize ข้อมือสามารถช่วยลดอาการปวดและชาได้ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
1.3 การปรับเปลี่ยนกิจกรรม
การปรับเปลี่ยนกิจกรรมที่ต้องใช้มือซ้ำๆ หรือการพักมือเป็นระยะ สามารถช่วยลดอาการของโรคมือชาได้
2. การรักษาด้วยกายภาพบำบัด
กายภาพบำบัดเป็นวิธีการรักษาที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคมือชา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดอาการปวด ชา และอ่อนแรง รวมถึงฟื้นฟูการทำงานของมือและข้อมือ
2.1 การยืดเหยียดและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
นักกายภาพบำบัดจะสอนการยืดเหยียดและเสริมสร้างกล้ามเนื้อในบริเวณมือและข้อมือ เพื่อลดการกดทับของเส้นประสาทมีเดียนและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
2.2 การใช้เครื่องมือช่วย
การใช้เครื่องมือช่วย เช่น การนวดด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ หรือการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า (Electrical Stimulation) สามารถช่วยลดอาการปวดและอักเสบได้
2.3 การฝึกการใช้งานมือ
นักกายภาพบำบัดจะฝึกให้ผู้ป่วยใช้มือในท่าทางที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงและช่วยฟื้นฟูการทำงานของมือ
3. การรักษาด้วยการผ่าตัด
ในกรณีที่การรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อลดการกดทับของเส้นประสาทมีเดียน การผ่าตัดนี้เรียกว่า Carpal Tunnel Release ซึ่งมีทั้งแบบเปิดและแบบส่องกล้อง

การฟื้นฟูหลังการรักษา
1. การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด
หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น การพักผ่อน การทำแผล และการรับประทานยา เพื่อให้แผลหายดีและป้องกันการติดเชื้อ
2. การทำกายภาพบำบัดหลังผ่าตัด
การทำกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อฟื้นฟูการทำงานของมือและข้อมือ นักกายภาพบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้มือได้อย่างปกติและป้องกันไม่ให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ
3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้มือซ้ำๆ การพักมือเป็นระยะ และการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อมือและข้อมือ สามารถช่วยป้องกันไม่ให้โรคมือชากลับมาเป็นซ้ำได้
สรุป
โรคมือชาเป็นภาวะที่สามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมาก หากคุณมีอาการชา ปวด หรืออ่อนแรงที่มือและนิ้วมือ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที การรักษาด้วยการกายภาพบำบัด และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถช่วยลดอาการและฟื้นฟูการทำงานของมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เราใส่ใจสุขภาพคุณเหมือนคนในครอบครัว
หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับบริการของเรา ทีมงานของเรายินดีให้คำแนะนำ และคำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย!
📞 ปรึกษาฟรีทางโทรศัพท์: 082-6328944
📱 LINE Official Account: @chincheewa
👍 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/ChincheewaHealthcare
“สุขภาพของคุณ คือ ความสำคัญอันดับหนึ่งของเรา“
