ฟื้นฟูหลัง Stroke: กายภาพบำบัดและเทคนิคช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ


Stroke หรือ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นหนึ่งในโรคที่หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ และทำไมถึงอันตรายนัก บางคนอาจคิดว่าโรคนี้เป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้ว Stroke สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือสูบบุหรี่ ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับโรค Stroke อย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีการป้องกัน ไปจนถึงการรักษาและฟื้นฟู เพื่อให้คุณเข้าใจและสามารถดูแลตัวเองและคนที่คุณรักได้ดีขึ้น

Stroke คืออะไร?

Stroke หรือ โรคหลอดเลือดสมอง คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดในสมองมีปัญหา ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้:

1. หลอดเลือดสมองตีบหรือตัน (Ischemic Stroke): เกิดจากลิ่มเลือดหรือไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้

2. หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke): เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้เลือดไหลออกมาในเนื้อสมองหรือช่องว่างรอบสมอง

3. ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack – TIA): เป็นภาวะที่สมองขาดเลือดชั่วคราวและมักหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง แต่เป็นสัญญาณเตือนของ Stroke ในอนาคต

สาเหตุของโรค Stroke

สาเหตุของโรค Stroke แตกต่างกันไปตามประเภทของโรค ดังนี้:
1. สาเหตุของหลอดเลือดสมองตีบหรือตัน
– ไขมันอุดตันในหลอดเลือด (Atherosclerosis): ไขมันสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง
– ลิ่มเลือดจากหัวใจ (Cardioembolism): ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจหลุดลอยไปอุดตันในหลอดเลือดสมอง
– ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ: ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย

2. สาเหตุของหลอดเลือดสมองแตก
– ความดันโลหิตสูง: ทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมและแตกได้ง่าย
– ภาวะโป่งพองของหลอดเลือด (Aneurysm): ผนังหลอดเลือดบางจุดโป่งพองและแตก
– การบาดเจ็บที่ศีรษะ: อาจทำให้หลอดเลือดในสมองแตก

3. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
– อายุ: ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงสูงกว่า
– พันธุกรรม: หากมีคนในครอบครัวเป็น Stroke จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
– โรคประจำตัว: เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ
– พฤติกรรมเสี่ยง: เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย

อาการของโรค Stroke

อาการของโรค Stroke มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยอาการหลักๆ ที่ควรสังเกตมีดังนี้:
1. หน้าเบี้ยว: ปากหรือใบหน้าครึ่งหนึ่งเบี้ยวลง
2. แขนขาอ่อนแรง: แขนหรือขาข้างหนึ่งข้างใดอ่อนแรงหรือชา
3. พูดลำบาก: พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ออก
4. ปวดศีรษะรุนแรง: โดยเฉพาะในกรณีหลอดเลือดสมองแตก
5. มองเห็นผิดปกติ: มองเห็นภาพซ้อนหรือมองไม่เห็นบางส่วน
6. เดินลำบาก: เดินเซหรือเสียการทรงตัว

หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาที่รวดเร็วจะช่วยลดความเสียหายต่อสมองได้

การวินิจฉัยโรค Stroke


แพทย์จะวินิจฉัยโรค Stroke โดยใช้วิธีการดังนี้:
– การซักประวัติและตรวจร่างกาย: เพื่อประเมินอาการและปัจจัยเสี่ยง
– การตรวจภาพสมอง: เช่น CT scan หรือ MRI เพื่อดูว่าสมองมีเลือดออกหรือขาดเลือด
– การตรวจหลอดเลือด: เช่น การฉีดสีดูหลอดเลือด (Angiography) เพื่อหาตำแหน่งที่ตีบหรือแตก
– การตรวจเลือด: เพื่อหาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการคล้าย Stroke

การรักษาโรค Stroke


การรักษาโรค Stroke ขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค ดังนี้:
1. การรักษาหลอดเลือดสมองตีบหรือตัน
– ยาละลายลิ่มเลือด (tPA): ต้องให้ภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังจากเกิดอาการ
– การทำ Thrombectomy: การใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อดึงลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือด

2. การรักษาหลอดเลือดสมองแตก
– ควบคุมความดันโลหิต: เพื่อป้องกันเลือดออกเพิ่ม
– การผ่าตัด: ในกรณีที่เลือดออกมากหรือมีภาวะโป่งพองของหลอดเลือด

3. การฟื้นฟูสมอง
– กายภาพบำบัด: เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของแขนขา
– การพูดบำบัด: สำหรับผู้ที่มีปัญหาการพูด
– การบำบัดทางจิตใจ: เพื่อช่วยผู้ป่วยปรับตัวกับชีวิตใหม่

นัดหมายแพทย์เพื่อปรึกษา ตรวจ และวินิจฉัยอาการได้ที่ 082-6328944
Line ID : @chincheewa

การป้องกันโรค Stroke

การป้องกันโรค Stroke ทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยง ดังนี้:
1. ควบคุมความดันโลหิต: ควรตรวจเช็คความดันโลหิตเป็นประจำ
2. ควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด: สำหรับผู้ป่วยเบาหวานและไขมันสูง
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 ครั้งต่อสัปดาห์
4. กินอาหารสุขภาพ: ลดอาหารไขมันสูง หวานจัด และเค็มจัด
5. เลิกสูบบุหรี่และลดแอลกอฮอล์: เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อ Stroke
6. ตรวจสุขภาพประจำปี: เพื่อคัดกรองปัจจัยเสี่ยง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. โรค Stroke รักษาหายขาดไหม?
การรักษาโรค Stroke ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค หากรักษาได้ทันเวลาและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยอาจกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ แต่บางรายอาจมีอาการพิการหลงเหลือ

2. โรค Stroke พบบ่อยในวัยไหน?
โรค Stroke พบบ่อยในผู้สูงอายุ แต่อาจเกิดในวัยทำงานได้หากมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูงหรือสูบบุหรี่

3. โรค Stroke สามารถป้องกันได้ไหม?
สามารถป้องกันได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยง เช่น ควบคุมความดันโลหิต ออกกำลังกาย และกินอาหารสุขภาพ

สรุป

Stroke เป็นโรคที่อันตรายและอาจทำให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิตได้ การรู้จักสาเหตุ อาการ และวิธีการป้องกันจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้ หากคุณหรือคนรอบตัวมีอาการสงสัยว่าเป็น Stroke ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาที่รวดเร็วคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายต่อสมองและชีวิตของผู้ป่วย

เราใส่ใจสุขภาพคุณเหมือนคนในครอบครัว
หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับบริการของเรา ทีมงานของเรายินดีให้คำแนะนำ และคำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย!
📞 ปรึกษาฟรีทางโทรศัพท์: 082-6328944
📱 LINE Official Account: @chincheewa
👍 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/ChincheewaHealthcare

“สุขภาพของคุณ คือ ความสำคัญอันดับหนึ่งของเรา

Scroll to Top